Learning strategy

เลือกหลักสูตรอบรมพนักงานอย่างไรให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

คู่มือสำหรับ HR และ L&D ในการเลือกหลักสูตรอบรมพนักงานจากปัญหาของงาน เป้าหมายของทีม และหลักฐานที่ต้องการเห็นหลังการเรียนรู้

ภาพจำลองผู้เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันค้นหาและจัดกรอบโจทย์ขององค์กร

การเลือกหลักสูตรอบรมพนักงานไม่ควรเริ่มจากชื่อคอร์สที่ฟังดูน่าสนใจเพียงอย่างเดียว จุดเริ่มที่แม่นยำกว่าคือการทำความเข้าใจว่างานกำลังติดขัดตรงไหน ทีมต้องตัดสินใจเรื่องใดให้ดีขึ้น และการเรียนรู้จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนใดได้จริง

01

เริ่มจากโจทย์งาน ไม่ใช่ชื่อหลักสูตร

คำว่า leadership, communication หรือ digital skills กว้างเกินไปสำหรับใช้เลือกหลักสูตรทันที ลองเขียนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก่อน เช่น หัวหน้าทีมให้ feedback แล้วบทสนทนาจบเร็ว ทีมขายนำเสนอรายละเอียดมากกว่าการค้นหาโจทย์ หรือทีม Product รีบทำ feature ก่อนยืนยันปัญหาของผู้ใช้

เมื่อระบุสถานการณ์ได้ ให้ถามต่อว่าพฤติกรรมใดควรเปลี่ยน ใครต้องทำ และจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากงานชิ้นใด วิธีนี้ช่วยให้การเลือกหลักสูตรตอบโจทย์ที่ต้องการแก้ ไม่ใช่ตอบตามชื่อทักษะที่กำลังเป็นกระแส

  • ปัญหาเกิดขึ้นในงานใดและเกิดซ้ำเมื่อไร
  • พฤติกรรมใดทำให้งานติดขัด
  • ใครเป็นผู้ใช้ทักษะและใครช่วยให้เกิดการนำไปใช้
02

แยกปัญหาความรู้กับปัญหาระบบ

ไม่ใช่ทุกปัญหาจะถูกแก้ด้วยการอบรม หากทีมรู้วิธีทำงานแต่ไม่มีเวลา ไม่มีอำนาจตัดสินใจ เครื่องมือไม่พร้อม หรือเป้าหมายของแต่ละฝ่ายขัดกัน การเพิ่มเนื้อหาในห้องเรียนอาจไม่ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น

ฝ่าย HR และ L&D จึงควรคุยกับเจ้าของงานและหัวหน้าทีมให้เห็นภาพเดียวกันว่าอะไรคือช่องว่างด้านทักษะ อะไรคือข้อจำกัดของกระบวนการ และอะไรต้องแก้ควบคู่กับการเรียนรู้ หลักสูตรที่ดีควรระบุขอบเขตของสิ่งที่ช่วยได้อย่างตรงไปตรงมา

  • ทักษะที่ขาดทำให้ตัดสินใจหรือส่งมอบงานไม่ได้อย่างไร
  • หัวหน้าและระบบงานจะสนับสนุนการฝึกใช้ทักษะอย่างไร
  • มีข้อจำกัดใดที่ต้องแก้ก่อนหรือทำควบคู่กัน
03

เลือกวิธีเรียนให้ตรงกับพฤติกรรมเป้าหมาย

ถ้าต้องการให้ผู้เรียนจำแนวคิด อาจใช้การอธิบายและตัวอย่าง แต่ถ้าต้องการให้สนทนาได้ดี ตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด หรือสร้างชิ้นงานที่นำกลับไปใช้ การฟังบรรยายอย่างเดียวไม่พอ ควรมีการฝึกจากสถานการณ์ที่ใกล้งานจริงและมี feedback ที่ทำให้เห็นทางเลือกอื่น

พิจารณาด้วยว่าผู้เรียนต้องใช้ทักษะคนเดียวหรือเป็นระบบของทีม หากงานต้องพึ่งพากัน การเรียนรู้ควรให้ทีมสร้างภาษากลาง ข้อตกลง และจังหวะติดตามร่วมกัน ไม่ใช่ให้แต่ละคนกลับไปลองแบบต่างคนต่างทำ

  • มีโอกาสฝึกก่อนกลับไปเจอสถานการณ์จริง
  • ผู้เรียนสร้างชิ้นงานหรือแผนทดลองที่นำกลับไปใช้ได้
  • หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานมีส่วนใน feedback และการติดตาม
04

ตั้งเกณฑ์เลือกผู้ให้บริการให้ตรวจสอบได้

ก่อนตัดสินใจ ขอให้ผู้ให้บริการอธิบายว่าเนื้อหาจะปรับจากโจทย์ขององค์กรอย่างไร ผู้เรียนจะได้ลงมือทำอะไร และทีมจะดูหลักฐานการนำไปใช้อย่างไร คำตอบที่ดีควรเชื่อมตั้งแต่ปัญหางาน กิจกรรมในคลาส ไปจนถึงการติดตามหลังเรียน ไม่ใช่มีเพียงรายชื่อหัวข้อหรือประวัติผู้สอน

ควรตรวจด้วยว่าผู้ให้บริการรับฟังข้อจำกัดด้านข้อมูล ความลับ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่ ใช้เช็กลิสต์สั้น ๆ เทียบโจทย์ วิธีเรียน หลักฐาน และแผนติดตามก่อนตัดสินใจ การเลือกหลักสูตรที่เหมาะจึงเป็นการเลือกวิธีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงเลือกหัวข้อที่เติมลงในแผนอบรมได้ง่าย

  • โจทย์และผลลัพธ์ของการเรียนรู้เขียนให้เข้าใจตรงกัน
  • รูปแบบกิจกรรมเหมาะกับพฤติกรรมที่ต้องการฝึก
  • มีแผนถ่ายโอนและทบทวนที่ทำได้จริงในบริบทองค์กร
หมายเหตุ

บทความนี้ให้กรอบคิดทั่วไป การออกแบบโปรแกรมจริงควรพิจารณาบริบท นโยบายข้อมูล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร